เคยมีใครถามคุณไหมว่า "ความรักคืออะไร?"ผมคิดว่าวันนี้ผมมีคำตอบให้คุณแล้วล่ะ คำที่ใช้แทนคำว่า "ความรัก" ได้ดีที่สุด น่าจะเป็นคำว่า "ใส่ใจ" หากคุณคิดที่จะบอกรักหรือรู้สึกว่าตัวเองเริ่มที่จะรักใครซักคน ลองถามตัวเองดูว่าคุณใส่ใจเค้ามากน้อยแค่ไหน? ความใส่ใจ ไม่ใช่ ความเอาใจหากคนรักของคุณจำได้ขึ้นใจว่าคุณเคยพูดว่าอยากได้อะไรแล้วเค้าหาซื้อของชิ้นนั้นให้ไม่ใช่สักแต่ว่าซื้อซื้อซื้อของเยอะแยะมากมาย เพื่อเอาใจ... นั่นแหละถึงเรียกว่า ความใส่ใจความใส่ใจ ไม่ใช่ ความหึงหวงหากคนรักของคุณโทรหาคุณทุกคืนถามว่ากลับถึงบ้านหรือยังเพียงเพราะเค้าเป็นห่วง ไม่ต้องการให้คุณได้รับอันตรายในยามดึกไม่ใช่กลัวว่าคุณจะไปกับคนอื่น...นั่นแหละเรียกว่าความใส่ใจ ความใส่ใจ ไม่ใช่ ความมีน้ำใจอย่างเดียวหากแต่มีความถนอมน้ำใจด้วยหากคนรักของคุณทำอะไรเพื่อคุณซักอย่างด้วยความตั้งใจแต่คุณกลับไม่ชอบมัน คิดไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูดอะไรออกไปใส่ใจในความรู้สึกของเค้าด้วย หากคุณทะเลาะกับคนรักแต่แล้ววันรุ่งขึ้นคนรักของคุณยังโทรมาแสดงความเป็นห่วงในเรื่องต่างๆ เหมือนทุกๆวันทั้งๆ ที่ยังไม่หายโกรธ... นั่นแหละเรียกว่าความใส่ใจ หากคนรักของคุณยอมสละเวลาทำบางสิ่งเอาไว้ทีหลัง เพียงเพื่อช่วยทำในสิ่งที่คุณขอ..นั่นแหละเรียกว่า ความใส่ใจคนเราบางครั้งก็ต้องการมีใครซักคนคอยใส่ใจเราบ้าง หากคุณต้องเดินทางไกลมันจะรู้สึกดีเอามากๆถ้าคนรักของคุณโทรมาถามว่า "ถึงหรือยัง""ปลอดภัยดีไหม" "เหนื่อยไหม" หากคุณต้องปฏิบัติภาระกิจสำคัญไม่ว่าจะเรื่องงาน หรือเรื่องเรียนมันจะรู้สึกดีเอามากๆ ถ้าคนรักของคุณจำได้และโทรมาบอกว่า "โชคดีนะ""ชั้นจะคอยเป็นกำลังใจให้" หากคุณต้องขับรถคนเดียวมันจะรู้สึกดีเอามากๆถ้าคนรักของคุณโทรมาบอกว่า "ขับรถดีๆนะ"หากคุณป่วยเป็นไข้ ไม่สบาย มันจะรู้สึกดีเอามากๆถ้าคนรักของคุณโทรมาเตือนให้คุณกินยาและพักผ่อนมากๆ ความใส่ใจ กับ ความเกรงใจ คล้ายกันในหลายๆด้านคุณอาจคิดว่า ยิ่งคบกันสนิทสนมกันมากเท่าไหร่ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจกันให้มากเหมือนคนที่เพิ่งเริ่มรู้จักกัน แต่ผมกลับไม่คิดอย่างนั้นยิ่งสนิทกันมากเท่าไหร่ต้องยิ่งเกรงใจซึ่งกันและกัน ความเกรงใจเป็นสิ่งดีและเป็นบ่อเกิดของความสัมพันธ์อันยั่งยืนคุณเห็นไหมล่ะว่าไม่ยากเลยที่จะแสดงความใส่ใจต่อใครซักคนเพียงแต่วันนี้ คุณใส่ใจคนรักของคุณแล้วหรือยัง?
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ลดความอ้วน
การลดน้ำหนักแบบธรรมชาติ
1.ไม่กินข้าวมื้อเย็น วิธีนี้เหมาะจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่สูตรต่อๆ ไป โดยในมื้อเช้าและกลางวันสามารถกินได้ตามปกติ เฉพาะมื้อเย็นเท่านั้นที่กินอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ข้าว อาจจะหาจานเปล่ามา 1 ใบ ใส่ผักสดให้เต็มจาน แล้วกินกับกับข้าวไทยๆ อาทิ น้ำพริกปลาทู แกงส้ม แกงเลียง ยำ ลาบ งดกับข้าวมันๆ เช่นผัดผักมันๆ ของทอด และแกงกะทิ2.เลือก 1 วันในสัปดาห์สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก3.เปลี่ยนจากการกินเนื้อผลไม้มาเป็นการดื่มน้ำผลไม้วันละชนิด ติดต่อกัน 3 วัน4.อดเพื่อสุขภาพ 10 วัน โดยเริ่มจาก 2 วันแรกกินผลไม้ ต่อจากนั้นอีก 7 วันกินผักและผลไม้สดชนิดต่างๆ จนครบ 10 วัน ซึ่งใน 10 วันนี้ถ้าทำอย่างเข้มงวด น้ำหนักจะหายไปประมาณ 3-4 กิโลกรัม5.กินเนื้อกับผัก โลว์-คาร์บ(Low-Carb) คือกินได้ทุกอย่าง โดยไม่แตะคาร์โบไฮเดรตซึ่งรวมทั้งแป้ง ข้าว และผลไม้ให้น้อยที่สุดและกินผักปริมาณ 2 เท่าของเนื้อตามสูตรนี้แม้ว่าการที่ร่างกายไม่ได้รับพลังงานหลักจากคาร์โบไฮเดรตตามปกติ แต่ส่วนหนึ่งของพลังงานสำรองอาจเป็นโปรตีนจากกล้ามเนื้อ การกินเนื้อกับผักนานๆ จึงอาจส่งผลให้คุณผอมแบบกล้ามเนื้อหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้หากบริหารความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน อย่างการยกเวทไปพร้อมกันด้วย ก็จะช่วยเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อให้สวยงามและดูดียิ่งขึ้นด้วยนะคะ
1.ไม่กินข้าวมื้อเย็น วิธีนี้เหมาะจะเป็นบันไดขั้นแรกสู่สูตรต่อๆ ไป โดยในมื้อเช้าและกลางวันสามารถกินได้ตามปกติ เฉพาะมื้อเย็นเท่านั้นที่กินอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ข้าว อาจจะหาจานเปล่ามา 1 ใบ ใส่ผักสดให้เต็มจาน แล้วกินกับกับข้าวไทยๆ อาทิ น้ำพริกปลาทู แกงส้ม แกงเลียง ยำ ลาบ งดกับข้าวมันๆ เช่นผัดผักมันๆ ของทอด และแกงกะทิ2.เลือก 1 วันในสัปดาห์สำหรับงดเนื้อสัตว์ ไขมัน ข้าว แล้วกินแต่ผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก3.เปลี่ยนจากการกินเนื้อผลไม้มาเป็นการดื่มน้ำผลไม้วันละชนิด ติดต่อกัน 3 วัน4.อดเพื่อสุขภาพ 10 วัน โดยเริ่มจาก 2 วันแรกกินผลไม้ ต่อจากนั้นอีก 7 วันกินผักและผลไม้สดชนิดต่างๆ จนครบ 10 วัน ซึ่งใน 10 วันนี้ถ้าทำอย่างเข้มงวด น้ำหนักจะหายไปประมาณ 3-4 กิโลกรัม5.กินเนื้อกับผัก โลว์-คาร์บ(Low-Carb) คือกินได้ทุกอย่าง โดยไม่แตะคาร์โบไฮเดรตซึ่งรวมทั้งแป้ง ข้าว และผลไม้ให้น้อยที่สุดและกินผักปริมาณ 2 เท่าของเนื้อตามสูตรนี้แม้ว่าการที่ร่างกายไม่ได้รับพลังงานหลักจากคาร์โบไฮเดรตตามปกติ แต่ส่วนหนึ่งของพลังงานสำรองอาจเป็นโปรตีนจากกล้ามเนื้อ การกินเนื้อกับผักนานๆ จึงอาจส่งผลให้คุณผอมแบบกล้ามเนื้อหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้หากบริหารความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเฉพาะส่วน อย่างการยกเวทไปพร้อมกันด้วย ก็จะช่วยเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อให้สวยงามและดูดียิ่งขึ้นด้วยนะคะ
วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ความหมายของคำว่าเพื่อน
เพื่อนคือ...ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ยิ่งกว่าแฟนก้อว่าได้ ไม่ตามใจมัน ก็ไม่ด่า แต่ถ้ามันไม่ตามใจเราก็ด่าได้ โดยที่มัน และเราไม่โกรธกัน เพื่อนเมื่อโกรธกันสามารถกลับมาคืนดีกันได้โดยไม่ต้องเก็บความสงสัยว่า เรื่องที่โกรธกันคืออะไร ผ่านแล้วก็ผ่านไป เพื่อนคือที่พึ่งยามเป็นทุกข์ เพื่อนคือที่ปรึกษา ตั้งแต่เรียน ทำงาน จนจะแต่งงานก็ยังต้องปรึกษามัน เพื่อนคอยสับรางเวลารถไฟจะชน เพื่อนคอยโกหกพ่อแม่เวลาไปเที่ยวแต่บอกว่าไปทำงาน เพื่อนคอยบอกแฟนว่าเรากำลังอยู่กับมัน ทั้งที่จริงเราไม่ได้อยู่กับมันหรอก และเพื่อนก็คือคนจ่ายค่าข้าวเวลาเราไม่มีเงิน "เพื่อน" คือ ทุกอย่าง มีผู้....ที่เคยคบกันถามว่าจะให้เลือกหนึ่งเดียว ระหว่างเค้าซึ่งคบกันมา 1 ปี กับเพื่อนซึ่งคบมาประมาณ 15 ปี ว่าคุณจะเลือกใคร ตอบแบบได้แบบไม่ต้องคิดเลยว่า "เพื่อน" ซึ่งเค้าก็บอกว่าตอบผิดตอบใหม่ได้นะ เราก็บอกว่าตอบถูกแล้ว เพราะเค้าเห็นว่าเรารักเพื่อนมากกว่า แต่ไม่ใช่ ถัาเราจะต้องเอาคนเข้ามาในชีวิตอีก 1 คน ซึ่งก็ยังไม่รู้อะไรกันมาก กับเสียคนที่เรารู้จกกันมาเป็น 10 ปี เราว่าทุกคนก็ต้องมีคำตอบเหมือนกับเรา เพราะทั้งสำหรับคนทั้งสองกลุ่ม เราไม่สามารถเอาแต่ละคนมาบวกและลบกันเพื่อให้ผลลัพธ์เป็นศูนย์ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเลือกสิ่งที่มีค่ามากกว่า และสิ่งที่เราเลือก สิ่งนั้นก็คือ *****""เพื่อน""**** " some time happy… some time sad… but all time friend " บทส่งท้าย ถ้าเราสนุก ไปเที่ยวโดยไม่มีเพื่อน แล้วเล่าให้มันฟัง มันก็ไม่ว่าอะไร....แล้วถ้าเราเที่ยวแล้วเกิดปัญหา เราตามตัวมันมา มันเคยพูดไหมว่า "*ไม่สน*เที่ยวแล้วไม่ชวน* *แก้ไขเองแล้วกัน" คำพูดอย่างนี่จะไม่มีจากปากเพื่อน จะแต่ว่า " อยู่ตรงไหน เป็นอะไร" แล้วก็ลงท้ายว่า *จะรีบไป
ที่มา:www.icygang.com
ที่มา:www.icygang.com
วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
อาหารที่สามารถช่วยรักษามะเร็ง
สาเหตุของโรคมะเร็งนั้นก็ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ก็เชื่อว่าเกิดจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น สารเคมี จุลินทรีย์ต่างๆ และสาเหตุภายในจากร่างกาย เช่น กรรมพันธุ์ผิดปกติ ฮอร์โมนไม่สมดุล การระคายเคือง และภาวะโภชนาการ เราจึงอยากจะมาแนะนำสารอาหารที่ช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง 5 กลุ่มด้วยกัน ที่ทางกองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข เขาบอกมา นั่นก็คือ "เบต้า-แคโรทีน" พบในผักผลไม้สีเขียวหรือเหลืองเข้ม เช่น มะม่วง ผักขม แครอท บรอคโคลี่ มะเขือเทศ "วิตามินซี" พบในผลไม้ต่างๆ เช่น สตรอเบอรี่ ส้ม แอปเปิล "ซิลิเนียม" พบในจมูกข้าว รำข้าว ปลาทูน่า หัวหอม กระเทียมและเห็ด "ใยอาหาร" พบในผักผลไม้และเมล็ดธัญพืชต่างๆ "คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน" พบในธัญพืชและถั่วต่างๆ อีกทั้งไม่ควรกินอาหารที่ขึ้นรา ลดอาหารประเภทไขมันสูงๆ อาหารดองเค็ม ปิ้งย่างรมควัน อาหารที่ถนอมด้วยเกลือไนเตรท-ไนไตรท์ อาหารสุกๆ ดิบๆ ก็ควรงด เหล้าและบุหรี่ก็ควรเลิกไปเลย รวมไปถึงอย่าตากแดดจัดด้วยเพราะจะเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง ใครที่ยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่เสี่ยงต่อโรคมะเร็งก็ควรจะถือเอาช่วงเวลานี้เปลี่ยนเเปลงตัวเองเสียเลย สุขภาพที่ดีจะได้อยู่กับเราไปนานๆ
ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/17838.html
ที่มา:http://variety.teenee.com/foodforbrain/17838.html
ประวัติลำปาง
..........ลำปางเป็นเมืองที่มีประวัติความเป็นมายาวนานหลายตำนานที่กล่าวอ้างถึงความเป็นมาของเมืองลำปาง อย่างเช่น ตำนานเมืองที่กล่าวในหนังสือของวัดศรีล้อมที่กล่าวถึงตำนานเมือง "กุกุฏนคร"เป็นภาษาบาลี แปลว่า "ไก่ขาว" ตำนานได้กล่าวว่าในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ออกเผยแพร่พระธรรมแก่ มวลมนุษย์ชาติพลบค่ำได้เสด็จมายังดอยหม่นน้อย เหนือฝั่งแม่น้าวัง ประทับอยู่ที่นั่น พออรุณรุ่งพรอินทร์เกรงว่า ประชาชนจะตื่นขึ้นมาบิณฑบาตรพระพุทธองค์ไม่ทันจึงแปลงกายเป็นไก่ขาว ขันปลุกให้ประชาชนตื่นขึ้นมาบิณฑบาตร กุกุฎนคร จึงเป็นที่มาของเมืองไก่ขาวและต่อๆมา เจ้าเมืองผู้ครองเมืองลำปางจึงถือเอาไก่ขาว เป็นตราสัญลักษณ์ของเมืองลำปางมาตราบเท่าทุกวันนี้.......... อีกตำนานได้กล่าวถึงเมืองลำปางโบราณซึ่งอยู่บริเวณของวัดพระธาตุลำปางหลวงโดยมีปะวัติความเป็นมา คือเมืองลำปางสมัยพุทธกาลซึ่งมีภาษาบาลีว่า "ลัมภกัปปนคร" ไม่มีประวัติผู้สร้างไว้เว้นแต่ระบุเจ้าถิ่นเดิมคือชาวลัวะได้อาศัยยังหมู่บ้านชื่อลำปางหลวงซึ่งมีชื่อเป็นภาษาบาลีว่าลัมภกาลีวัน หมู่บ้านนี้อยู่ในพื้นที่อำเภอเกาะคา ที่ตั้งของวัดพระธาตุลำปางหลวงปัจจุบัน.......... ตำนานได้กล่าวไว้ว่าสมัยพุทธกาล องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ อนุตรสัมมสัมโพธิญาณได้ 25 พรรษาได้เสด็จมาประทับ ณ ดอยม่อนน้อย สมสวย ตำบลลัมภกาลีวัน ( ตำบลลำปางหลวง ) ณวัดพระธาตุลำปางหลวงขณะนั้นมีชาวลัวะคนหนึ่งชื่อ อ้ายกอนเดินผ่านมาก็เกิดศรัทธาได้นำมะพร้าว และน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้าง (ไม้ไผ่)ดอน (หาบ) ด้วยไม้จาวมาถวายพระพุทธองค์ เมื่อพระพุทธองค์ฉันท์น้ำผึ้งแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า การเบื้องหน้าจะมีผู้มาสร้างบ้านแปงเมืองขึ้น ที่แห่งนี้และพระองค์ประทานพระเกษาให้แก่ลัวะอ้ายกอนก็ได้นำพระเกษามาบรรจุไว้ในผอบทองคำหนัก 8 กรัมอัญเฃิญประดิษในหลุมกว้าง5 วาลึก 7 ศอกและได้ก่อพระเจดีย์รอบไว้พระพุทธเจ้ายังพยากรณ์ต่อไปว่าเมื่อพระองค์เข้าสู่ปรินิพพานแล้วเป็นเวลา 218 ปีจะมีพระอรหันต์ 2 องค์ คือพระกุมาระกัสปะเถระนำเอาอิฐพระนราศข้างขวาและพระเมฆิยเถระ นำเอาอิฐลำคอข้างหน้ามาบรรจุไว้ในพระเจดีย์นี้อีก ส่วนลัวะอ้ายกอนก็ได้นำมาไม้ขะจาวที่ใช้หาบของมาถวายพระองค์ปักลงข้างๆ เจดีย์ที่ก่อไว้ซึ่งการต่อมาต้นขะจาวก็เจริญงอกงามคู่องค์พระเจดีย์สืบมาจนทุกวันนี้.......... ตามคำทำนายของพระพุทธองค์ณ ตำบลแห่งหนึ่งก็ได้เจริญรุ่งเรือง มีผู้คนมาสร้างบ้านแปงเมืองสืบมาหลายยุคหลายสมัยจนกระทั่งมาถึงสมัยก่อนต้นตระกูลเชื้อเจ็ดตน ผู้ครองเมืองทางเหนือได้มีประวัติศาสตร์และเหตุการณ์ของบ้านเมืองก่อนที่จะเกิดวีรบุรุษผู้กอบกู้เมืองมาจากพม่า เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นระหว่างพ.ศ. 2272ถึง 2275หัวเมืองล้านนาทั้งหมดตกอยู่ในอำนาจของพม่าชาวเมืองเมืองระส่ำระส่าย มีจรจลวุ่นวาย พม่าส่งผู้ปกครองมาดูแลหัวเมืองล้านนาทั้งหมดอาทิเชียงใหม่ เชียงแสน เชียงราย แพร่ น่าน ลำพูนส่วนนครลำปาง อิทธิพลพม่าผ่เข้ามาแล้วแต่ยังมิได้ส่งผู้แทนมาปกครองหัวเมืองอื่นๆ ขณะนั้นกษัตริย์ผู้ปกครองเมือง คือ เจ้าลิ้นก่านยังทรงพระเยาว์อยู่ ชาวนครลำปางจึงตั้งขุนนาง 4 คน เป็นผู้สำเร็จราชการแทน เป็นการชั่วคราว คือ แสนหนังสือ แสนเทพ แสนบุญเฮือนและจะเรน้อย......... ขณะนั้นมีพระภิกษุรูปหนึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดนายางค์หรือนาหยาบ (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอแม่ทะจังหวัดลำปาง) มีวิทยาอาคมประชาชนนับถือ สมัครเป็นบริวารจำนวนมาก สมภารวัดสามขา กับสมภารวัดบ้านฟ่อนต่างสึกออกมาเป็นเสนาซ้ายขวา ตั้งเป็นก๊กเป็นเหล่าชั้น เป็นเหตุให้พม่าไม้พอใจ ส่งเท้ามหายศผู้ครองเมืองลำพูนยกกองทัพมาปราบ สมภารวัดนายางก็คุมสมัครพรรคพวกออกรบกองทัพพม่าที่ตำบลป่าตันต้านทานกองกำลังพม่าไม่ได้ พ่ายแพ้หนีไปยังวัดพระธาตุลำปางหลวง พม่าตามไปล้อมไว้ พอตกกลางคืนสมภารวัดนายางกับเสนาซ้ายขวา ก็พากันหนีจากวงล้อมทหารพม่าแต่ก็หนีไม่พ้นถูกทหารพม่าใช้ปืนยิงถึงแก่ความตาย ทั้งสมภารวัดนายางและเสนาซ้ายขวา กองทัพพม่าก็กลับมาตั้งมั่นที่วัดพระธาตุลำปางหลวงและทัพพม่าท้าวมหายศแต่งตั้งให้หาญฟ้าแมบ หาญฟ้าง้ำ หาญฟ้าฟื้นเข้าไปเจรจาต่อขุนนางทั้ง 4 โดยตัวแทนของพม่าทั้ง 3 ได้เหน็บอาวุธเข้าไป พอได้โอกาสก็พากันแทงขุนนางทั้ง 4และยกกองกำลังหนุน เข้าไปปล้นเอาเมืองลำปางได้ แสนหนังสือแสนเทพและแสนบุญเฮือนถูกฆ่าตายส่วนนายจะเรน้อยและเจ้าลิ้นก่านพากันหนีไปที่ประตูผา นครลำปางตกในครอบครองของท้าวมหายศซึ่งตั้งมั่นอยู่ในเขตกำแพงวัดพระธาตุลำปางหลวงท้าวมหายศทารุณกดขี่ราษฎรได้รับความเดือดร้อนทั่วไปมิมีผู้สามารถปราบกองทัพท้าวมหายศได้......... เจ้าอธิการวัดพระแก้วหรือวัดชมภู (ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมืองจังหวัดลำปาง) มีความรู้ทางโหราศาสตร์ ประชาชนเลื่อมใสสมัครเข้าเป็นบริวารจำนวนมาก ประสงค์จะหาผู้มีความสามารถกู้อิสรภาพคืนจากพม่ามีผู้แนะนำว่าหนานทิพย์ช้าง พรานป่าเป็นผู้มีความสามารถ มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกำลังกายแข็งแรงรู้จักและชำนาญในการใช้อาวุธ เจ้าอธิการวัดพระแก้วจึงไปขอร้องให้หนานทิพย์ช้างไปกอบกู้บ้านเมืองในครั้งนี้โดยมีข้อเสนอ เมื่อกอบกู้บ้านเมืองคืนมาได้จะสถาปนาให้เป็นเจ้าครองเมืองลำปางต่อไป หนานทิพย์ช้างขันอาสาโดยได้นำไพร่พลไป 300 คนใช้ซุ่มรออยู่ข้างนอกวัดพระธาตุลำปางหลวง หนานทิพย์ช้างได้รอบเข้าไปในวัดทางท่อระบายน้ำปลอมเป็นคนลำพูนเข้าไปส่งข่า แก่ทัพพม่าเมื่อสามารถเข้าไปวัดได้ ไปถามทหารว่าแม่ทัพเป็นคนไหน ตนมาจากลำพูนเพื่อมาส่งข่าว ทหารพม่าหลงเชื่อ ก็ชี้บอกแม่ทัพท้าวมหายศซึ่งขณะนั้นนั่งเล่นหมากรุกอยู่ในศาลาหลวง เมื่อหนานทิพย์รู้ว่าแม่ทัพคือคนไหน ก็ใช้ปืนที่พกมายิงจนแม่ทัพพม่าเสียชีวิตและสามารถยึดเมืองและสามารถยึดเมืองกลับคืนมา พร้อมสถาปนาตนเองเป็นเจ้าทิพย์จักรหลวงหรือเจ้าสุลวฤาไชยสงคราม (เจ้าพ่อทิพย์ช้าง) ปกครองเมืองลำปางตั้งแต่พ.ศ. 2275 นาน 27ปีและพระองค์ได้พิลาลัยในปี2302 รวมอายุได้ 85 ปี เจ้าทิพย์ช้างมีโอรส และพระธิดากับเจ้าแม่พิมพารวม6 องค์คือเจ้าอ้าย(ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเยาว์)เจ้าชายแก้วเจ้านางคำ เจ้านางคำปา เจ้าคำปอเฮือน (ตายในสนามรบ) และเจ้านางกม พระโอรสองค์สองคือ เจ้าฟ้าแก้วซึ่งเป็นพระโอรสเพียงพระองค์เดียวทีเหลืออยู่ จึงได้ครองราชต่อจากพ่อเจ้าทิพย์ช้าง เจ้าฟ้าแก้วมีโอรส 7 องค์ธิดา 3 องค์ ได้แก่เจ้ากาวิละ เจ้าคำโสม เจ้าน้อยธรรมลังกา เจ้าดวงทิพบย์ เจ้าศรีอโนชา เจ้าศรีวรรณ (ถึงแก่กรรม)เจ้าหมูล่า เจ้าคำฝั้น เจ้าศรีบุญตัน(ถึงแก่กรรม) เจ้าบุญมาในช่วงที่เจ้าฟ้าแก้วครองเมืองลำปาง ช่วงนั้นพระองค์ได้ถูกเจ้าลิ้นก่าน(โอรสของเจ้าเมืองลำปางที่เสียเมืองให้แก่ท้าวมหายศ) เข้ายึดอำนาจเจ้าฟ้าแก้วได้หนีไปพึ่งเจ้าเมืองแพร่ เมืองลำปางก็อยู่ในปกครองของเจ้าลิ้นก่าน ต่อมาปี พ.ศ. 2304 พม่าก็ได้มีอำนาจอีก ได้ส่งกองทัพมายึดหัวเมืองต่างๆ ในอาณาจักรล้านนาไทย หัวเมืองต่าง ๆ ยอมอ่อนน้อม และ พม่าได้จัดการปกครองลำปางใหม่และ ให้เจ้าฟ้าแก้วขึ้นปกครองเมืองลำปางทำให้เจ้าลิ้นก่านเกิดความไม่พอใจ พม่าจึงเข้ามาชำระความโดยการดำน้ำพิสูจน์ เจ้าลิ้นก่านแพ้ จึงถูกประหารชีวิต จากนั้นเจ้าฟ้าแก้วก็ปกครองเมืองลำปางตลอดมา และมีโอรสทั้ง 7 พระองค์สืบทอดเป็นเจ้าผู้ครองเมืองทางเหนือ เรียกว่า "เชื้อเจ็ดตน"ส่วนธิดาที่เหลือเพียงองค์เดียว คือเจ้าศรีอโนชา ต่อมาก็ได้เป็นอัครชายาของสมเด็จพระยากรมพระราชวังบวรมหาเสรสีหนาทเชื้อเจ็ดตนที่ครองเมืองทางเหนือได้แก่ เจ้ากาวิละ ครองเมืองลำปางและเชียงใหม่ เจ้าคำโสม ครองเมืองลำปาง เจ้าน้อยธรรมลังกาครองเมืองเชียงใหม่ เจ้าดวงทิพย์ ครองเมืองลำปางเจ้าหมูหล้า เป็นเจ้าอุปราชเมืองลำปาง เจ้าคำฝั้น เป็นพระยาเมืองลำพูน และพระยาเชียงใหม่ช้างเผือก และ เจ้าบุญมา ได้เป็นพระยาลำพูน ซึ่งเป็นภาษาบาลีของคำว่า ละกอน คำว่าละกอนนี้เป็นชื่อเมืองในสกุลของละพูร และ ละไว้ ตำหรับพระฤาษี สร้างเมืองเป็นรูปหอยสังขปัตตสัญฐานคือเมืองในรูปหอยสังข์ซึ่งมีอ้างอิงในหนังสือจามเทวีวงศ์ แล ตำนาน ไฟม้างกัปป์ รวมทั้งตำนานมุลศาสนาซึ่งพรรณาว่าสร้างเป็นรูปเกล็ดหอย เมืองเขลางค์มีเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ เจ้าอนันตยศ ปกครองเมืองราว พ.ศ. 1223 และได้สถาปนาเป็นเจ้าอิทรเกิงกร ครองเมืองเขลางค์สืบมา (บริเวณเมืองตรงกับหมายเลข 1 ในแผนที่) ต่อมาในปี พ.ศ. 1264 พระองค์ได้สร้างเมืองขึ้นใกล้ ๆ เมืองเขลางค์ เพื่อใช้เป็นที่ประทับของพระมารดา พระนางจามเทวี คราวเสด็จมาเยี่อมพระองค์ชื่อเมือง อาลัมภางค์ ครั้งสุดท้ายราวปี พ.ศ. 1264 พระนางจามเทวีได้เสด็จมาประทับยังเมืองอาลัมภางค์พระนางประทับที่เมืองนี้นาน 6 ปีก็เสด็จสวรรคตต่อมาเจ้าอินเกิงกรก็ได้รวมเมืองสองเมืองนี้เข้าด้วยกันเรียกว่า เมืองเขลางค์อาลัมภางค์ และมีผู้ครองเมืองต่อมาเรื่อย ๆ และเกิดร้างขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อทัพเชียงใหม่ตีเขลางค์แตก ในปี พ.ศ. 1844 ในระยะเวลาต่อมาก็ได้รับการฟื้นฟูจนถึงก่อนสมัยได้รับอิทธิพลของพม่า และตรงนี้จะเป็นบริเวณที่ตั้งของวัดพระแก้วดอนเต้าปัจจุบันที่วัดนี้ยังมีหลักฐานช่วงที่พระแก้วมรกตหรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร ได้ถูกอัญเชิญให้มาประทับ ณวัดของเมืองเขลางค์ในปี พ.ศ. 1979 จนถึง พ.ศ. 2011 นานถึง 32 ปี จากนั้นก็ไปประทับที่เมืองเชียงใหม่และลาว จนในที่สุดก็กลับมายังกรุงศรีอยุธยา และปัจจุบันประทับอยู่ที่ วัดพระศรีรัตนศาสนราม......... จนในปี พ.ศ. 2058 กองทัพอโยธยาของพระรามาธิบดีที่ 2 ยกทัพมาตีเมืองเขลางค์และ เมืองก็ได้แตกเป็นครั้งที่สองเกิดร้างไปจนกระทั่งปี พ.ศ. 2275 ซึ่งเป็นช่วงสมัยของ พ่อเจ้าทิพย์ช้างปกครองเมืองลำปาง บริเวณวัดพระธาตุลำปางหลวงรุ่นหลานก็คือเจ้ากาวีละและ เจ้าคำโสม ทั้งสองพระองค์ได้ย้ายเมืองจากลำปางเดิมมายังเมืองเขลางค์ โดยพระองค์ได้รวบรวมเมืองเขลางค์เก่าและมาปรับปรุงเมืองใหม่ ชื่อเมืองว่า เมืองคอกวัว ต่อมาเมืองคอกวัวก็ได้ถูกทหารพม่ารุกราน เจ้าเมืองกาวีละและเจ้าคำโสม ได้ต่อสู้กับทหารพม่าเพื่อรักษาเมืองไว้ และสามารถรบชนะ แต่ผลจากการสู้รบทำให้บ้านเมือง ถูกทำลายไปมากยากแก่ การที่จะบูรณะใหม่ได้ ในปี พ.ศ. 2351 พระองค์มีความคิดที่จะย้ายเมืองมายังแห่งใหม่คือ ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำวังด้านทิศตะวันออกของแม่น้ำวัง บริเวณศาลากลาง หลังเก่า หลังจากนั้นก็มีเจ้าเมืองลำปางปกครองมาเรื่อย จนถึงสมัยของเจ้าดวงทิพย์ปกครองเมืองลำปางจะตรงกับ รัชกาลที่ 2 ของราชวงศ์จักรีและในรัชกาลที่ 4 ของราชวงศ์จักรี ได้ทรงมีพระราชดำริให้เปลี่ยนตำแหน่ง พระยา ในหัวเมืองฝ่ายเหนือให้มีตำแหน่งเป็น เจ้าขณะนั้นพระยาน้อยญาณรังสีครองเมืองลำปาง ก็เปลี่ยนตำแหน่งเป็น เจ้าวรญาณรังสี และต่อมาจนถึงเจ้าผู้ครองเมืองลำปางองค์สุดท้าย คือ เจ้าบุญวาทย์มานิต และได้ถึงแก่พิราลัยในปี พ.ศ. 2458 ได้แยกไปอยู่กับมณฑลมหาราษฎร์ และในที่สุดก็ยกเลิกมณฑลทั่วราชอาณาจักรลำปางจึงมีฐานะเป็นจังหวัดมาจนถึงทุกวันนี้
ที่มา:http://www.lks.ac.th/teacher/suree/01/pawat.htm
ที่มา:http://www.lks.ac.th/teacher/suree/01/pawat.htm
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
บล๊อกคืออะไร
Blog มาจากศัพท์คำว่า WeBlog ความหมายของคำว่า Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal)ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื้อหาของ blog นั้นจะครอบคลุมได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวส่วนตัว หรือเป็นบทความเฉพาะด้านต่าง ๆเช่น เรื่องการเมือง เรื่องกล้องถ่ายรูป เรื่องกีฬา เรื่องธุรกิจ เป็นต้น โดยจุดเด่นที่ทำให้บล็อกเป็นที่นิยมก็คือ ผู้เขียนบล็อกจะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ลงไปในบทความนั้น ๆ โดยบล็อกบางแห่ง จะมีอิทธิพลในการโน้มน้าวจิตใจผู้อ่านสูงมากแต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึ้นมาเพื่อให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพื่อน ๆ หรือครอบครัวตนเองบล็อก (blog) หรือ เว็บล็อก (weblog) เป็นวิธีสื่อสารมวลชนที่เจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดในยุคปัจจุบัน บล็อกเป็นที่นิยมเพราะมันทำให้เราสามารถอ่านงานเขียนของคนอื่นได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านการแก้ไขจาก editors ผู้บริหาร หรือใครก็ตาม การสร้างบล็อกก็ง่ายมากๆ ง่ายกว่าการสร้างเว็บไซต์ ง่ายดายเสียจนดูเหมือนว่า สิ่งที่ยากดูจะมีเพียงสิ่งเดียว คือ ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรลงไปในบล็อกดี
คือ Blog คือเว็บไซต์ที่มีรูปแบบเนื้อหาเป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวออนไลน์ มีส่วนของการ comments และก็จะมี link ไปยังเว็บอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
คือ Blog คือเว็บไซต์ที่มีรูปแบบเนื้อหาเป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวออนไลน์ มีส่วนของการ comments และก็จะมี link ไปยังเว็บอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
